ต้นตะแบกนา

หมวดหมู่: TREES IN SPRING ORGANIC FARM
tab-image

ต้นตะแบกนา

ปลูกเมื่อวันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2550

ชื่อไทย: ตะแบกนา

ชื่อท้องถิ่น: กระแบก (ระนอง สุราษฎร์ธานี)/ตะแบกไข่ (ตราด ราชบุรี)/บางอตะมะกอ (ปัตตานี)/เปื๋อยด้อง เปื๋อยนา (ลำปาง)/เปื๋อยหางค่าง (แพร่)

ชื่อสามัญ: Thai Crape Myrtle

ชื่อวิทยาศาสตร์: Lagerstroemia floribunda Jack

สกุล: Lagerstroemia  สปีชีส์: floribunda  ชื่อวงศ์: LYTHRACEAE

ลักษณะวิสัย: ไม้ยืนต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-25 ม. ลำต้นเปลาตรง ส่วนโคนต้นเป็นพูพอน เปลือกนอกสีครีม ผิวเรียบลอกเป็นแผ่นบาง เรือนยอดกลม
  • ใบ ผลัดใบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม ใบรูปขอบขนานและรูปใบหอก กว้าง 4-9 ซม. ยาว 12-20 ซม. โคนมน ปลายใบมีติ่งแหลม ใบอ่อนมีขนปกคลุม ใบแก่เกลี้ยงหรือมีขนประปราย ขอบใบเรียบเป็นคลื่นบ้างเล็กน้อย
  • ดอก ดอกช่อแยกแขนง ดอกออกปลายกิ่ง ยาว 30-40 ซม. ก้านช่อดอกและดอกตูมมีขนสีน้ำตาลทองปกคลุม ดอกบานเต็มที่ กว้าง 3.0-3.5 ซม. กลีบเลี้ยง 5-6 อัน มีสัน 10-12 สัน มีขนสีน้ำตาลทองปกคลุม กลีบดอกสีม่วงปนขมพูหรือสีกุหลาบ 5-6 กลีบ เป็นแผ่นกลมและมีก้าน กลีบดอกยับย่น กลีบดอกแก่จะสีขาว เกสรเพศผู้จำนวนมากสีเหลือง รังไข่มีจนคลุมแน่น ภายในแบ่งเป็น 6 ช่อง แต่ละช้องมีไข่จำนวนมาก
  • ผล ผลแห้ง รูปรีแกมขอบขนาน 1.5-2.0 ซม. แตกตามยาว 6 แฉก
  • เมล็ด เมล็ดเล็กสีน้ำตาล มีปีก

สภาพนิเวศวิทยา

สภาพนิเวศ: กลางแจ้ง, ป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดงดิบ ป่าน้ำท่วม และตามท้องนาทั่วทุกภาค

ถื่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การกระจายพันธุ์: พบในประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ไทย

การปลูกและการขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง

ระยะเวลาการติดดอก: สิงหาคม - ตุลาคม

ระยะเวลาการติดผล: มีนาคม - เมษายน

ประเภทการใช้ประโยชน์

  1. ไม้ตะแบกเป็นไม้ที่มีคุณค่าชนิดหนึ่งของไทย เนื้อไม้มีลักษณะเป็นสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา เสี้ยนไม้ตรงหรือเกือบตรง เนื้อไม้มีความละเอียดปานกลาง เป็นมัน แข็ง เหนียว แข็งแรง เลื่อยไสกบ ตกแต่งได้ง่าย ขัดชักเงาได้ดี จึงมีการนำมาใช้ประโยชน์กันมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่ต้องการรับน้ำหนักมาก ๆ เช่น รอด ตอ กาน เครื่องบน ไม้ปาร์เกต์ ใช้ในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน เรือ แพ เกวียน แจว เครื่องมือกสิกรรม ฯลฯ ส่วนไม้ตะแบกชนิดลายจะนิยมนำมาใช้ทำเครื่องเรือน ด้ามหอก ด้ามมีด พานท้ายปืน คิวบิลเลียด ด้ามปากกา ด้ามร่ม ไม้ถือ กรอบรูปภาพ สันแปรง ไม้บุผนังที่สวยงาม มีลักษณะเหมือนไม้เสลา สามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้ดี
  2. นอกจากนี้เนื้อไม้ยังสามารถนำมาใช้ทำเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี คือ ถ้านำมาถ่ายเป็นถ่านและฟืนจะให้ค่าความร้อนถึง 7,524 และ 4,556 แคลอรีต่อกรัม (คำนวณจากตัวอย่างแห้ง)
  3. มีการนำต้นตะแบกมาปลูกเป็นไม้ประดับในรูปสวนป่าน้อย ปัจจุบันนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับทั่วกันอย่างแพร่หลาย

สรรพคุณ

  1. เปลือกมีสรรพคุณเป็นยาแก้ลงแดง (เปลือก)
  2. เปลือกใช้ปรุงเป็นยาแก้บิด และมูกเลือด (เปลือก)
  3. ขอนดอกมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงปอด บำรุงตับ บำรุงทารกครรภ์ (ขอนดอก)
  4. ใช้เป็นยาแก้ลมกองละเอียด ได้แก่ อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น (ขอนดอก)
  5. ใช้เป็นยาแก้ไข้ร้อนเพื่อตรีโทษ แก้เหงื่อ แก้เสมหะ (ขอนดอก)
  6. ในบัญชียาจากสมุนไพร มีปรากฏการใช้ขอนดอกในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ซึ่งมีส่วนประกอบของขอนดอก ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ในตำรับ ได้แก่ ตำรับ "ยาหอมเทพจิตร" ที่มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลมกองละเอียด (อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น) และตำรับ "ยาหอมนวโกฐ" ที่มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในอก ในผู้สูงอายุ แก้ลมปลายไข้ (อาการหลังจากการฟื้นไข้แล้วยังมีอาการคลื่นเหียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ท้องอืด อ่อนเพลีย) (ขอนดอก)
  7. ตำราพระโอสถพระนารายณ์มีปรากฏการใช้ขอนดอกร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ อีก 15 ชนิด อย่างละเท่ากัน นำมาบดให้ละเอียด ทำเป็นแท่ง ใช้น้ำดอกไม้เป็นกระสายยา เมื่อจะใช้ก็ละลายน้ำซาวข้าวหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ ใส่พิมเสนลงไปเล็กน้อย ใช้ชโลมตัวเป็นยาแก้ไข้ (ขอนดอก)

 

13 พฤศจิกายน 2562

ผู้ชม 75 ครั้ง